แสดงกระทู้ - Fern751


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Fern751

หน้า: [1] 2 3 ... 16
1
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ คว้า Top 5 เอเชีย มหาวิทยาลัยระดับ A พร้อมติดอันดับ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำไทย โดย U-Multirank

รายงานข่าวจาก สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)  ระบุว่า  U-Multirank สถาบันจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (The European Commission’s Erasmus+ Programme) ดำเนินการโดยนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ในทวีปยุโรปเพื่อประเมินมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ

 

โดยประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ประจำปี 2021 โดยในปีนี้มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมกว่า 1,948 แห่ง จาก 97 ประเทศทั่วโลก และมีมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 51 แห่งเข้าร่วมประเมินดังกล่าว 

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)  
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

สำหรับผลการจัดอันดับพบว่า สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ได้ผลการดำเนินงานในระดับ “A” (ดีมาก) ด้านการจัดการเรียนการสอน (Teaching & Learning)  ด้วยเกณฑ์ตัวชี้วัดจาก Top scores ของอัตราการสำเร็จการศึกษารวมระดับปริญญาตรี (Bachelor Graduation Rate),อัตราการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีตามเวลาที่กำหนด (Graduating on time: Bachelors) เป็นอันดับ 1 ของไทยและอันดับ 5 ของเอเชีย

 

และได้อันดับ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำไทยจากการประเมินโดดเด่นสี่ด้าน ภายใต้มาตรฐาน 5 ด้าน คือ ด้านการเรียนการสอน (Teaching & Learning), ด้านการวิจัย (Research), ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer), ด้านความเป็นนานาชาติ (International Orientation) และด้านการมีส่วนร่วมในระดับภูมิภาค (Regional Engagement)

 

รวมถึงการเป็นมหาวิทยาลัยที่ครบวงจร จัดการศึกษาทั้งหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติ  จากผลประเมินยืนยันให้เห็นความแข็งแกร่งของโมเดลการเรียนการสอนของ PIM ต้นฉบับ “Work-based Education” (WBE) แห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้รับการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย

 


เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่าง “เรียนทฤษฎีควบคู่การฝึกปฏิบัติงาน” เพิ่มศักยภาพของการศึกษาที่นำมาซึ่งทักษะสำคัญทั้ง 3  ได้แก่

 

ทักษะด้านอาชีพ (Professional skills)

 

ทักษะด้านสังคม (Social Skills) 

 

ทักษะด้านการดำเนินชีวิต (Life Skills) สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมทำงานได้ทันที (Ready to Work)

“ปัญญาภิวัฒน์” คว้า Top 5 เอเชีย – อันดับ 7 มหาลัยไทย
“ปัญญาภิวัฒน์” คว้า Top 5 เอเชีย – อันดับ 7 มหาลัยไทย

ถือเป็นการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ผู้เรียน นับเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการบริหารการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาให้พัฒนาการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่ความเป็นสากล  มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งองค์กรธุรกิจชั้นนำของอาเซียน ASEAN’s LEADING Corporate University เพื่อสร้างประโยชน์ พัฒนาสังคม และ ประเทศชาติ

 

ทั้งนี้ PIM ได้คะแนนภายใต้มาตรฐานการประเมิน โดย U-Multirank โดดเด่นใน 4 จาก 5 ด้าน ได้แก่

 

ด้านการเรียนการสอน (Teaching & Learning) อัตราการจบ ป.ตรี อันดับ 1 ของไทยและอันดับ 5 ของเอเชีย, บัณฑิต PIM 98% มีงานทำด้วย Work-based Education
 

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer)
 

ด้านความเป็นนานาชาติ (International Orientation)
 

ด้านการมีส่วนร่วมในระดับภูมิภาค (Regional Engagement)

2
บมจ.สยามแม็คโคร เดินหน้ารับโอนกิจการทั้งหมดของกลุ่มโลตัสส์ ทั้งไทย-มาเลเซีย หลังผู้ถือหุ้นไฟเขียว เตรียมเพิ่มทุนขาย PP เป็นค่าตอบแทนการรับโอนกิจการทั้งหมดจาก CPRH คาดดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1-3 สัปดาห์ พร้อมยื่นไฟลิ่งขาย PO เพิ่ม Free Float ตามเกณฑ์ตลท.

นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บมจ.สยามแม็คโคร หรือ MAKRO เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมเดินหน้ารับโอนกิจการทั้งหมดของกลุ่มโลตัสส์ในประเทศไทยและมาเลเซีย จากบริษัท ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด หรือ CPRH หลังได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2564 ของบริษัทฯ และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บมจ.สยามแม็คโคร 
นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บมจ.สยามแม็คโคร

บริษัทฯ จะดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement หรือ PP) เพื่อเป็นค่าตอบแทนการรับโอนกิจการดังกล่าว ซึ่งคาดว่า กระบวนการรับโอนกิจการทั้งหมดของกลุ่มโลตัสส์จะแล้วเสร็จภายใน 1-3 สัปดาห์ นับจากวันที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 บริษัท

 


หลังจากนั้นจะยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อขออนุมัติเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering หรือ PO) โดย CPALL บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท ซี.พี.เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จะร่วมขายหุ้นสามัญที่ถือใน MAKRO บางส่วน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการกระจายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อย(Free Float) เป็นไม่น้อยกว่า 15% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)

 

“จะส่งผลดีต่อหุ้น MAKRO ที่จะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้น สภาพคล่องการซื้อขายที่ดีขึ้น รวมถึงมีโอกาสในการเข้าคำนวณในดัชนีสำคัญต่าง ๆ เช่น SET 50 และ MSCI ส่งผลให้หุ้น MAKRO เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านฐานะการเงินเพื่อเป็นเงินทุนรองรับการขยายธุรกิจ ลดต้นทุนทางการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของ MAKRO”นางสุชาดากล่าว

บริษัทฯ มีแผนผนึกกำลังร่วมมือกับเอสเอ็มอี (SMEs) และผู้ผลิตสินค้ารายย่อยของไทยอย่างต่อเนื่อง โดย ให้การสนับสนุนผ่านการเป็นช่องทางการกระจายสินค้าของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดต่างประเทศผ่าน “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และยกระดับสินค้าไทยให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นำประเทศไทยก้าวเป็นฮับหรือศูนย์กลางของอาหารสดและสินค้าอุปโภคบริโภค (Fresh Food and Grocery) ในภูมิภาค และเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) โดยเชื่อว่า สินค้าไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้ หากได้รับการสนับสนุน

 

“เราพร้อมเป็นช่องทางการกระจายสินค้าและนำแพลตฟอร์มออนไลน์และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นมาสร้างโอกาสแก่เอสเอ็มอีและผู้ผลิตสินค้ารายย่อยของไทย โดยร่วมมือกันนำสินค้าไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อรับโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น”นางสุชาดากล่าว

3
กระทรวงพาณิชย์ เร่งเครื่องยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้ผู้ประกอบการ ภายหลังได้รับการขอเข้าพบจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (Central Laboratory Thailand) ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักนายกรัฐมนตรี เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ ตรวจสอบสินค้าและเป็นห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสากล เพื่อหารือความร่วมมือด้านการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการยกระดับคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีข้อสรุปเบื้องต้น 3 ประเด็นคือ 1) ร่วมมือกันยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย สร้างมาตรฐานความปลอดภัย และผลักดันสู่การรับรองมาตรฐาน พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านกลุ่มธุรกิจในเครือข่ายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า1.5 หมื่นราย 2) ขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ไปสู่การลงนาม MOU ในอนาคต 3) ลดค่าบริการการใช้ห้องปฏิบัติการให้ผู้ประกอบการตัดภาระค่าใช้จ่ายที่เกินจำเป็นออกไป


นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์ ให้เร่งหาแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตควบคู่กับยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าสร้างมาตรฐานให้ปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เป็นที่ยอมรับและได้ตรารับรองในระดับสากล โดยเมื่อเร็วๆนี้ได้เป็นประธานการประชุมประเด็น การหาความร่วมมือด้านการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐาน

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้รับการประสานขอเข้าพบจากบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (Central Laboratory Thailand) โดยมีนายชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ, ดร.นลินี สุรดินทร์กูร ผู้อำนวยการส่วนพาณิชย์และพัฒนาธุรกิจและผู้บริหารฯ จากบริษัทห้องปฏิบัติการกลางฯ พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้าร่วมหารือ



โดยประเด็นการหารือในวันนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ 1.ความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย สร้างมาตรฐานความปลอดภัยการผลิตสินค้า และเข้าสู่กระบวนการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือทั้งภายในและต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีภารกิจในการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับธุรกิจและผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคภายใต้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ อีกทั้งสร้างการรวมกลุ่มและเครือข่ายระหว่างธุรกิจให้เข้มแข็ง ซึ่งมีเครือข่ายผู้ประกอบการในกลุ่มต่างๆที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมฯ จำนวนกว่า 15,000 ราย ได้แก่ กลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการอบรมและพัฒนาสู่มาตรฐานจำนวน 400 ธุรกิจ,OTOP Select จำนวน 1,818 ราย,MOC Biz Club จำนวน 12,837 ราย, ร้านอาหาร Thai SELECT จำนวน 950 ร้าน

"กระทรวงพาณิชย์มีความยินดีที่จะร่วมมือกับ Central Lab Thai ในการประชาสัมพันธ์และบริษัทฯจะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการในกลุ่มข้างต้นได้มีความรู้และตระหนักถึงความสำคัญในการตรวจสอบ วิเคราะห์ ตลอดจนการผลิตสินค้าให้เป็นที่ปลอดภัยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และก้าวไปสู่การได้รับรองมาตรฐานจากบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าให้เป็นที่ยอมรับต่อผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศได้"

ADVERTISEMENT


2.การสร้างความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดของกระทรวงพาณิชย์ การหารือในครั้งนี้ยังได้ขยายแนวทางไปถึงการส่งเสริมผู้ประกอบการในกลุ่มอื่นๆ ตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ อาทิ การตรวจสอบสินค้าเกษตรปลอดภัย (กรมการค้าภายใน) การเพิ่มมูลค่าให้สินค้าด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลด้านโภชนาการทางอาหาร (Food with function claims) ให้สินค้า GI (กรมทรัพย์สินทางปัญญา) และการยกระดับความรู้ด้านมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าส่งออก (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) อย่างไรก็ดีในอนาคตกระทรวงพาณิชย์และบริษัทฯ จะได้ศึกษาแนวทางความร่วมมือไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และจะมีการลงนามข้อตกลงสร้างความร่วมมือ (MOU) ในโอกาสต่อไป

3.ลดค่าบริการการใช้ห้องปฏิบัติการให้กับผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมของกระทรวงฯ โดยได้ขอความร่วมมือจากบริษัทฯ จัดทำแพ็คเกจและโปรโมชั่นลดค่าบริการที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทธุรกิจหรือสามารถตรวจสอบวิเคราะห์ผลของสินค้าเป็นรายการได้เพื่อตัดค่าใช้จ่ายที่เกินจำเป็นของธุรกิจออกไปและยังช่วยจูงใจให้ธุรกิจได้เล็งเห็นความสำคัญของการยกระดับสินค้าของตนเองขึ้นอีกด้วย

“การหารือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในการสร้างพันธมิตรและความร่วมมือเพื่อช่วยกันนำพาธุรกิจไทยโดยเฉพาะ SME ให้ยกมาตรฐานการผลิตสินค้าอยู่บนระดับสากล มีเครื่องหมายการันตีที่ไม่เพียงแต่สามารถนำไปจำหน่ายได้ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งออกไปต่างประเทศสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตและได้รับความมั่นใจจากผู้บริโภคชาวต่างชาติด้วย”

อนึ่งบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานสินค้าให้กับผู้ประกอบการในกลุ่มต่างๆ อาทิ ผู้ส่งออก ธุรกิจการเกษตร SMEs OTOP และวิสาหกิจชุมชน โดยมีบริการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการ (Lab) อาทิ การตรวจหาสารเคมีตกค้าง ยาปฏิชีวนะที่อยู่ในเนื้อสัตว์ เชื้อก่อโรค สารปนเปื้อน เป็นต้น และบริการตรวจรับรองมาตรฐานนอกห้องปฏิบัติการ (Non Lab)อาทิ การตรวจประเมิน/รับรองคุณภาพสินค้า ระบบการผลิต การสอบเทียบเครื่องมือ เป็นต้น

 

4
ไอเอ็มเอฟเผยแพร่รายงานล่าสุด ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งของอเมริกา และมหาอำนาจอุตสาหกรรมอื่นๆ ตลอดจนถึง 5 ชาติชั้นนำของอาเซียนที่มีไทยรวมอยู่ด้วย โดยระบุเหตุผลสำคัญว่า เนื่องจากการชะงักงันยาวนานของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งความกดดันด้านเงินเฟ้อ กำลังถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตโควิด-19

ในรายงานทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (12 ต.ค.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดคาดการณ์อัตราเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 5.9% จากระดับ 6% ที่คาดไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม แต่คงตัวเลขคาดการณ์ของปีหน้าอยู่ที่ 4.9% ตามเดิม

อย่างไรก็ดี รายงานสำทับว่า วิกฤตโรคระบาดที่ดูจะเลวร้ายลง ทำให้แนวโน้มการเติบโตของพวกประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำกำลังมืดมนลง ขณะที่ประเทศมั่งคั่งก็เผชิญปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงันอย่างเรื้อรัง

สำหรับอัตราเงินเฟ้อ ไอเอ็มเอฟคาดว่าจะสามารถลดลงสู่ระดับก่อนโควิดระบาดได้ ในช่วงปีหน้า

กระนั้น กีตา โกปินาถ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ เตือนว่า ธนาคารกลางทั้งหลายควรเตรียมพร้อมเพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างรวดเร็ว หากมีความเสี่ยงเงินเฟ้อขาขึ้นเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการฟื้นตัวซึ่งอยู่ในรูปแบบที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน

โกปินาถยังคาดว่า ราคาพลังงานจะเริ่มลดลงตอนสิ้นไตรมาสแรกปีหน้า

ขณะเดียวกัน กิจกรรมการผลิตทั่วโลกได้รับผลกระทบจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน และการขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางภาวะตึงตัวด้านแรงงานจากการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่ทำให้คนจำนวนมากยังลังเลที่จะกลับไปทำงาน ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกยังระส่ำระสายหลังวิกฤตโรคระบาดส่งผลให้ประเทศต่างๆ ใช้มาตรการล็อกดาวน์เมื่อปีที่แล้ว

อเมริกานั้นได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้อย่างรุนแรง ดังนั้นไอเอ็มเอฟจึงหั่นแนวโน้มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ของอเมริกาลง 1% เต็ม มาอยู่ที่ 6% ภายใต้สมมติฐานที่ว่า รัฐสภาสหรัฐฯ ที่พวกสมาชิกแตกแยกกันอย่างหนัก จะยังคงอนุมัติข้อเสนองบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านสังคม รวมเป็นมูลค่าราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่ถ้าหากรัฐสภาอเมริกันเกิดลดทอนงบประมาณดังกล่าวลงจำนวนมาก ก็อาจทำให้แนวโน้มการเติบโตของอเมริกาและพวกประเทศคู่ค้า ต้องดิ่งวูบลงไปอีก

รายงานยังปรับลดตัวเลขคาดการณ์สำหรับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่นๆ เช่น เยอรมนีถูกลดตัวเลขคาดการณ์จีดีพีลง 0.5% จากที่คาดไว้ที่ 3.1% เมื่อเดือนกรกฎาคม และญี่ปุ่นจาก 2.8% เหลือ 2.4%



สำหรับจีน อัตราคาดการณ์จีดีพีถูกปรับลงแค่ 0.1% มาอยู่ที่ 8% ด้วยเหตุผลว่ามีการปรับลดการลงทุนสาธารณะอย่างรวดเร็วเกินคาด ส่วนตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียคงเดิมที่ 9.5%

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ในเอเชียดูไม่ค่อยดีนักเนื่องจากภาวะโรคระบาดที่เลวร้ายลง โดยไอเอ็มเอฟหั่นตัวเลขคาดการณ์สำหรับ 5 ชาติอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ลง 1.4%


X


รายงานยังเตือนอันตรายของแนวโน้มเศรษฐกิจที่การเติบโตไร้ความสมดุล สืบเนื่องจากปัญหาการกระจายวัคซีนอย่างไม่เสมอภาค โดยประเทศรายได้ต่ำที่ประชากรถึง 96% ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด มีแนวโน้มที่การเติบโตจะชะลอตัวยาวนานกว่า และปัญหาความยากจนก็จะรุนแรงกว่า

ความเหลื่อมล้ำในการกระจายวัคซีนยังส่งผลต่อการฟื้นฟูมาตรฐานการครองชีพ โดยที่แนวโน้มขาลงยืดเยื้อจากวิกฤตโรคระบาด ยังอาจสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจรวม 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟคาดว่า ประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าจะฟื้นแนวโน้มการเติบโตสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตได้ภายในปีหน้า และขยายตัวในอัตราสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต 0.9% ในปี 2024 ขณะที่ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ไม่รวมจีน ถูกคาดหมายว่า เมื่อถึงปี 2024 จะยังมีอัตราเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตถึง 5.5%

โกปินาถทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางแผลเป็นระยะยาว นโยบายสำคัญอันดับแรกควรเป็นการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างน้อย 40% ในทุกประเทศภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็น 70% ในช่วงกลางปีหน้า

(ที่มา: เอเอฟพี, รอยเตอร์)

5
ราคาทองวันนี้ สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขายประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2564 (ครั้งที่ 1) ลดลง 250 บาท ทองคำแท่งขายออก 27,900 บ. ทองคำรูปพรรณขายออก 28,400 บาท

ราคาทองวันนี้ สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขายประจำวันที่ 12ตุลาคม 2564 (ครั้งที่ 1) เมื่อเวลา 09.28 น. ลดลง 250 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 27,800.00 บาท ขายออกบาทละ 27,900.00 บาท ทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 27,303.16 บาท ขายออกบาทละ 28,400.00 บาท


ราคาทอง ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2564 สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขาย 1 ครั้ง ลดลง 50 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 28,050.00 บาท ขายออกบาทละ 28,150.00 บาท ทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 27,545.72 บาท ขายออกบาทละ 28,650.00 บาท

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (11 ต.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่เลื่อนแผนการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) แม้ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐขยายตัวต่ำกว่าคาดในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 1.7 ดอลลาร์ หรือ 0.1% ปิดที่ 1,755.7  ดอลลาร์/ออนซ์

6
โควิดสะเทือนเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการหั่นราคาบ้าน-คอนโดฯ อัดโปรโมชั่นอยู่ฟรี 2 ปี แถมฟรีเฟอร์นิเจอร์ ฉุดดัชนีราคาที่อยู่อาศัยใหม่ กรุงเทพฯ - ปริมณฑล ไตรมาส 3 ร่วงลง 0.7%

10 ต.ค.2564 - ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ รายงานดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2564  พบว่า ค่าดัชนีเท่ากับ 127.2 ลดลงร้อยละ -0.7 ซึ่งเป็นการลดลงของบ้านจัดสรรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามแล้ว 


โควิดกระทบราคาบ้าน

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ผลการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่ลดลงข้างต้น แสดงให้เห็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกที่ 4 ที่มีความรุนแรงมากขึ้นในไตรมาสนี้ เห็นได้ชัดจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ประมาณ 15,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมในไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 2,500 คนต่อวัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้มีการฟื้นตัวช้า มีการล๊อคดาวน์ในบางพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลที่เป็นพื้นที่ตลาดที่อยู่อาศัยหลักของประเทศ เห็นได้ชัดว่าผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก  

 

" พบว่า ผู้ประกอบการยังคงใช้กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการลดราคาเพื่อกระตุ้นการขายบ้านจัดสรร ควบคู่กับการเริ่มมีโปรโมชั่นการให้เข้าอยู่ฟรี 1 – 2 ปีแรก หรือ การปรับเป็นส่วนลดเงินสดในวันโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อเป็นการเร่งรัดในการตัดสินใจซื้อ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุทำให้ราคาบ้านจัดสรรใหม่ลดลง โดยเฉพาะในโซน ลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ และโซนคลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง ที่ยังคงมีหน่วยเหลือขายอยู่มากจากรอบการสำรวจที่อยู่อาศัยในครึ่งแรกของปี 2564 ดังนั้นผู้ประกอบการจึงใช้กลยุทธ์การลดราคาเพื่อกระตุ้นการขายบ้านจัดสรร และระบายสินค้าใน 2 โซนดังกล่าว"


นาทีทอง!ผู้บริโภค ราคาบ้าน-คอนโดฯ ลดลง โปรโมชั่นอยู่ฟรี ฉุดดัชนี
นาทีทอง!ผู้บริโภค ราคาบ้าน-คอนโดฯ ลดลง โปรโมชั่นอยู่ฟรี ฉุดดัชนี

ดัชนีราคาบ้านจัดสรรลดลง

เมื่อแบ่งแยกดัชนีราคาบ้านจัดสรรตามพื้นที่ พบว่า

กรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 126.2 ลดลงร้อยละ -0.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลงร้อยละ -0.4
3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.1 ลดลงร้อยละ -0.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลงร้อยละ -0.5 
 

แยกประเภท

ดัชนีราคาบ้านเดี่ยวลดลงร้อยละ -0.7 
ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ลดลงร้อยละ -0.7 
 

โปรโมชั่นส่งเสริมการขายฉุดราคาบ้าน 

สำหรับรายการส่งเสริมการขายบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในไตรมาสนี้ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 37.7 เป็นของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท้งก์น้ำ ฯลฯ รองลงมาร้อยละ 35.9 เป็นส่วนลดเงินสด และร้อยละ 26.4 เป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์และ/หรือฟรีค่าส่วนกลาง (รายการส่งเสริมการขายในไตรมาส 2 ปี 2564 การลดค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์และ/หรือฟรีค่าส่วนกลางมากสุดร้อยละ 40.8 รองลงมาคือ การให้ของแถมร้อยละ 32.4 และการให้เป็นส่วนลดเงินสดร้อยละ 26.8

นาทีทอง!ผู้บริโภค ราคาบ้าน-คอนโดฯ ลดลง โปรโมชั่นอยู่ฟรี ฉุดดัชนี
นาทีทอง!ผู้บริโภค ราคาบ้าน-คอนโดฯ ลดลง โปรโมชั่นอยู่ฟรี ฉุดดัชนี

 

ดัชนีราคาคอนโดฯลดลง 0.9%

ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2564 พบว่า    ค่าดัชนีเท่ากับ 151.7 จุด ลดลงร้อยละ -0.9 

 

" จากดัชนีราคาห้องชุดใหม่ ได้แสดงให้เห็นว่า ราคาห้องชุดใหม่ยังมีทิศทางที่ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในระลอกที่ 4 ของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและส่งผลกระทบต่อรายได้และการจ้างงาน มีการล๊อคดาวน์ในบางพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลที่เป็นพื้นที่หลักสำหรับตลาดที่อยู่อาศัยของประเทศ ทำให้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนลดลง และยังมีข้อจำกัดในการเดินทางเข้าประเทศของคนต่างชาติซึ่งถือว่าเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของตลาดห้องชุดในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ที่ต้องหดตัวลงในภาวะสถานการณ์ที่ไม่ปกติในปัจจุบันนี้ "


" จากการสำรวจราคาห้องชุดใหม่ในไตรมาสนี้ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงใช้กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการนำเสนอโปรโมชั่นในรูปแบบของแถมมากถึงร้อยละ 64.1 ของโครงการสำรวจ โดยเป็นการให้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้องชุดแบบพร้อมเข้าอยู่อาศัยให้ผู้ซื้อเพื่อเป็นการเร่งรัดการตัดสินใจซื้อ หรือ การให้ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ หรือ การให้ส่วนลดเงิน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาห้องชุดใหม่ลดลง "

 

นาทีทอง!ผู้บริโภค ราคาบ้าน-คอนโดฯ ลดลง โปรโมชั่นอยู่ฟรี ฉุดดัชนี

แยกตามพื้นที่ 

กรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 153.3 จุด ลดลงร้อยละ -0.9 
2 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 144.0 จุด ลดลงร้อยละ -0.8 

สำหรับ ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2564 พบว่า       ค่าดัชนีเท่ากับ 151.7 จุด ลดลงร้อยละ -0.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีค่าดัชนีลดลงต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 4 สำหรับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) พบว่า ในไตรมาสนี้ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 ปี 2564 ที่ร้อยละ -0.2 


ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในไตรมาส 3 ปี 2564

กรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 153.3 จุด ลดลงร้อยละ -0.9 
2 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 144.0 จุด ลดลงร้อยละ -0.8 

7
เถ้าแก่น้อย ปรับแผนจัดจำหน่าย ขยายกำลังผลิตรับตลาดจีนฟื้น ล่าสุดได้รับคัดเลือกเป็นโรงงานต้นแบบการจัดการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19

นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสาหร่ายทะเลแปรรูปทั้งในและต่างประเทศ  “เถ้าแก่น้อย” เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดในไตรมาสสุดท้ายนี้ คาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

หลังจากที่บริษัทได้เร่งปรับกลยุทธ์การจัดจำหน่ายในประเทศจีน เพื่อรองรับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่กำลังฟื้นตัว ส่งผลให้มียอดคำสั่งซื้อทยอยกลับมาตั้งแต่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564  

 

“บริษัทปรับกลยุทธ์การขายในประเทศจีนโดยการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายสินค้า ปัจจุบันเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดี เห็นได้จากออเดอร์ที่เข้ามาตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งปีหลัง 2564 แต่บริษัทไม่สามารถตอบสนอง Supply สินค้าได้ทันตามออเดอร์ที่เข้ามา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ 
อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์

โดยหลังจากได้วางมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและควบคุมโรคโควิด 19 ภายในโรงงาน ส่งผลให้แนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 4/64 ประกอบกับบริษัทได้สั่งซื้อเครื่องจักรใหม่เพิ่มเติม ทำให้สามารถเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าได้ทันกับความต้องการของลูกค้าในจีนได้อย่างแน่นอน”  

 


จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาที่มีผลกระทบต่อการผลิต บริษัทได้ปรับมาตรการเชิงรุก โดยให้ความสำคัญในการดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคในพื้นที่เฉพาะ (Bubble and Seal) เพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19  จนได้รับเกียรติบัตรสถานประกอบกิจการที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาอยุธยาโมเดล

 

และถือเป็นโรงงานต้นแบบมาตรฐานในการจัดการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 ภายใต้ “เศรษฐกิจเดินหน้า อยุธยาปลอดภัย ทุกภาคส่วนร่วมใจ ห่างไกลโควิด” จากหน่วยงานราชการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

เถ้าแก่น้อย ปรับกลยุทธ์ เพิ่มกำลังผลิตบุกแดนมังกร
เถ้าแก่น้อย ปรับกลยุทธ์ เพิ่มกำลังผลิตบุกแดนมังกร

บริษัทได้ดำเนินการตามแนวทางปฎิบัติที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ โดยจัดหาที่พักให้กับพนักงานทั้งในและนอกโรงงาน จัดทำทะเบียนพนักงาน พัฒนาโปรแกรมในโทรศัพท์มือถือมาใช้ในการกำกับดูแลพนักงาน สามารถระบุสถานที่หรือเวลาพนักงานทำงานอยู่ รวมถึงระบุที่นั่งบนรถรับ-ส่งพนักงาน และจำกัดที่นั่งไม่เกิน 50%

 

อีกทั้งจัดทำแนวทางการเข้ารับการรักษากรณีพนักงานติดเชื้อและพนักงานกลุ่มเสี่ยง รวมถึงมีที่พักให้แก่พนักงานต่างด้าว ติดตั้งระบบสแกนใบหน้า เพื่อคัดกรองพนักงาน และบุคคลกภายนอก นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ลดการสัมผัส และติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ให้ครอบคลุมทุกจุดสัมผัส ซึ่งบริษัทได้สื่อสารให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตาม โดยจัดทำเป็นสื่อ 3 ภาษา ได้แก่ ไทย เมียนมา และกัมพูชา 

 

“จากการปรับมาตรการเชิงรุกในการบริหารจัดการภายในโรงงานผลิต ส่งผลดีต่อกระบวนการผลิตสินค้าในโรงงานและความสามารถการผลิตสินค้า ล่าสุดได้ทยอยติดตั้งเครื่องจักรใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิต รองรับคำสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ปัจจุบัน TKN มียอดคำสั่งซื้อจากจีนเฉลี่ย 150-170 ตู้คอนเทนเนอร์ และได้ร่วมกับคู่ค้าวางแผนบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์เพื่อแก้ไขปัญหาค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือและตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 500%”

 

8

การแบ่งประเภทและมอบหมายงานให้กับนักเรียนได้ทำงานกลุ่มร่วมกัน ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศครื้นเครงให้เกิดขึ้นทุกครั้งหากเรานึกถึงบรรยากาศในห้องเรียนจริง เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้สอนเริ่มต้นด้วยการเล่ากับนักเรียนในห้องเรียนว่า "นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน" หลังจากประโยคนี้ นักเรียนจะเริ่มจับกลุ่มกันและเริ่มพูดคุยกันในกลุ่มกันเจี๊ยวจ๊าวในห้องเรียน และนี่เองคือความมีชีวิตของห้องเรียนจริง ที่ต้องบอกว่า มันหายไปเมื่อเราทำกิจกรรมนี้ให้เกิดขึ้นทางออนไลน์ และถึงแม้ ใน Zoom Meeting จะมีฟีเจอร์นี้มาให้เราได้ใช้กันในสถานการณ์การเรียนตลอดปีโควิดที่ผ่านมา ก็ยังสร้างประสบการณ์ได้ไม่สมบูรณ์แบบเท่าที่ผู้สอนและผู้เรียนคาดหวัง
และล่าสุด Class เสกความมีชีวิตชีวาให้กับห้องเรียนด้วยฟังก์ชั่นการแบ่งกลุ่มให้ห้องเรียนonlineให้เกิดขึ้นผ่านการปรุงแต่ง Breakout Rooms ใน zoom meeting ซึ่งนับเป็นการรุดหน้าที่สำคัญสำหรับห้องเรียนเสมือนจริง ที่ให้ประสบการณ์ที่ดีทั้งกับนักเรียนและครูผู้สอนให้มีเครื่องมือที่สมควร ในการแบ่งกลุ่มทำงานช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด




แหล่งที่มา : การใช้งาน WEBINAR ร่วมกับ OBS STUDIO
ติดต่อ : Zoom Thailand

9
กสิกรไทยมองสัปดาห์หน้าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 33.40-34.20 บาทต่อดอลลาร์ บล.กสิกรไทยคาด ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,620 และ 1,600 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,650 และ 1,675 จุด ตามลำดับ

6ปัจจัยต้องติดตาม “สถานการณ์ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีน- เม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ -สถานการณ์โควิด  -การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/64 ของบจ. สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ เช่น ข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนก.ย.และสหรัฐฯ -ผลการประชุมของธนาคารกลางเกาหลีใต้   ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค. ของญี่ปุ่นและยูโรโซน”

 

ธนาคารกสิกรไทยมองสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 11-15ตุลาคม 2564 กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.40-34.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ

 

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีน เม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และสถานการณ์โควิด ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนส.ค. ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาสินค้านำเข้า/ส่งออกเดือนก.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนต.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และบันทึกการประชุมเฟดเมื่อ 21-22 ก.ย. นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนก.ย. และผลการประชุมของธนาคารกลางเกาหลีใต้ด้วยเช่นกัน  ทั้งนี้  ในวันศุกร์ (8 ต.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 33.85 เทียบกับระดับ 33.63 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (1 ต.ค.)

 

แนะติดตาม 6ปัจจัยสัปดาห์หน้า ชี้ทิศค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย
แนะติดตาม 6ปัจจัยสัปดาห์หน้า ชี้ทิศค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย


บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด(บล.)มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,620 และ 1,600 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,650 และ 1,675 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/64 ของบจ. สถานการณ์โควิด ทิศทางเงินลงทุนจากต่างประเทศ และสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.ย. รวมถึงบันทึกการประชุมเฟด

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ย.ของญี่ปุ่น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค. ของญี่ปุ่นและยูโรโซน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ย. ของจีน อาทิ ตัวเลขส่งออกและเงินเฟ้อ  สำหรับ ดัชนี SET เมื่อวันที่ 8ต.ค. 2564 ปิดที่ระดับ 1,639.41 จุด เพิ่มขึ้น 2.13% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 91,842.36 ล้านบาท ลดลง 7.08% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 3.17% มาปิดที่ 560.62 จุด 

10
ค้าปลีกส่งสัญญาณดี “ห้าง” ฟื้นตัว ความเชื่อมั่นพุ่งทำนิวไฮในรอบ 12 เดือน หลังรัฐประกาศคลายล็อกดาวน์ พร้อมเดินหน้าเปิดประเทศ 1 พย. ไฟเขียวนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำบรรยากาศช้อปปิ้งคึกคัก

ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retailer Sentiment Index: SI) เดือนกันยายน 2564 โดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ทำการสำรวจจากผู้ประกอบการค้าปลีก ทั้งในกลุ่มห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์ท ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ภัตตาคาร ร้านอาหาร พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 47.8 เป็น 63.8 ในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 25% ในขณะที่ความเชื่อมั่นสภาวะปัจจุบันเพิ่มขึ้นกว่า 200%

 

ขณะที่ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการภาคค้าปลีกและบริการ หนีไม่พ้นการล็อกดาวน์ โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงเข้มที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ การประกาศคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลในเชิงบวกอย่างมาก แม้ภาพรวมโดยเฉพาะกำลังซื้อจะยังไม่กลับมา แต่ทางด้านจิตวิทยาช่วยให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและเกิดความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน

ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี
ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี

เห็นได้จาก ร้านค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้า ที่พบว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 จนถึงเดือนสิงหาคม 2564 ดัชนีความเชื่อมั่นสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยที่ระดับ 50 มีแค่ 2 เดือนคือ กุมภาพันธ์และมีนาคม ซึ่งเป็น 2 เดือนก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในเดือนเมษายน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในเดือนกันยายน ทำ New High ในรอบ 12 เดือนของห้างสรรพสินค้า

 

โดยปัจจัยที่ส่งผลให้เกิด New High มาจากภาครัฐที่ประกาศคลายล็อกดาวน์ และอนุญาตให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านค้า และร้านอาหาร กลับมาเปิดให้บริการได้ รวมถึงผลจากการประกาศเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. ที่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศได้ ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายช้อปปิ้งกลับมาอีกครั้ง

 


อย่างไรก็ดีปัจจัยลบที่ยังรุมเร้า และทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกเป็นกังวล คือ ความไม่มั่นใจต่อความไม่ชัดเจนถึงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยมาตรการ Covid Free Setting และ Universal Prevention รวมถึงกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังยากต่อการประเมิน

 

ซึ่งเห็นได้จากร้านค้าปลีกบางประเภทที่การจับจ่ายยังทรงตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากการคลายล็อกดาวน์ ขณะที่มาตรการเคอร์ฟิว ยังจำกัดเวลาการเปิด-ปิดของภาคค้าปลีก อีกหนึ่งปัจจัยลบคือ มาตรการกระตุ้นการจับจ่ายของภาครัฐที่ยังไม่มีความชัดเจนทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ

ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี
ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี

นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธาน สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีกที่ส่งสัญญาณดี และเห็นถึงการเติบโตเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเดือนกันยายน เป็นผลมาจากการผ่อนคลายล็อกดาวน์ให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงภัตตาคาร ร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการได้ ส่งผลให้เกิดความถี่ในการจับจ่าย (Frequency of Shopping) เพิ่มมากขึ้น

 

โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้าปลีกประเภทสินค้าอุปโภค ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ภัตตาคารและร้านอาหาร ที่ถูกล็อกดาวน์ในเดือนสิงหาคม พบว่าหลังคลายล็อกดาวน์มียอดขายในสาขาเดิมเติบโตขึ้นกว่า 3 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับความถี่ในการมาจับจ่าย ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าเช่นกัน

ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี
ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี

แต่สวนทางกลับยอดใช้จ่ายต่อบิลที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.6 เท่า แสดงให้เห็นว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแอ ด้วยรายได้ที่หดหายและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และยังมีความกังวลในการจับจ่ายอย่างเห็นได้ชัดเจน

 

ขณะที่ค้าปลีกประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์ท และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีการล็อกดาวน์แบบปิดให้บริการชั่วคราว และจำกัดเวลาในการเปิด-ปิด ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ ยอดขายสาขาเดิมที่เปิดให้บริการมีการเติบโตขึ้นเล็กน้อย ยอดใช้จ่ายต่อบิลก็ทรงตัว และความถี่ในการมาใช้บริการก็เติบโตขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

 

ผลการสำรวจยังพบว่า ร้านสะดวกซื้อ เป็นร้านค้าปลีกเซกเม้นท์เดียวที่ความเชื่อมั่นยังต่ำกว่าเกณฑ์คือที่ระดับ 50 นับตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเริ่มมีการระบาดของโควิดระลอกใหม่เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันแม้จะมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์ สาเหตุหลักมาจากมาตรการเคอร์ฟิว ที่กำหนดให้ต้องปิดบริการในช่วง 20.00-04.00 น.

 

ทำให้ชั่วโมงการขายหายไปและคิดเป็นสัดส่วนยอดขายในกะดึกราว 35% ของยอดขายต่อวัน รวมทั้งมาตรการ WFH และการเรียนออนไลน์ ทำให้ลูกค้าหลายกลุ่มลดการใช้บริการ อย่างไรก็ดี การปรับลดมาตรการเคอร์ฟิว จะช่วยทำให้บรรยากาศเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี
ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี

ทั้งนี้ผู้ประกอบการค้าปลีกประเมินถึงผลกระทบต่อยอดขาย กำลังซื้อและแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า 68% คาดว่าการบริโภคในไตรมาส 3 จะหดตัว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ 57% 8kf;jk ยอดขายน่าจะลดลงมากกว่า 50% โดยความกังวล 5 อันดับแรกคือ 1. มาตรการเคอร์ฟิวมีผลต่อยอดขาย 2. กำลังซื้อผู้บริโภคหดหาย ไม่ฟื้นตัวเร็ว 3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 4. ยังมีคนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอีกมาก และ 5. ค่าใช้จ่ายจากมาตรการ Covid Free Setting บานปลาย

 

ขณะที่การผลักดันให้รุกสร้างรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ในช่วงที่มีมาตรการเคอร์ฟิวและล็อกดาวน์ พบว่า 62% มียอดขายยออนไลน์น้อยกว่า 10% ของยอดขายโดยรวม โดยภัตตาคาร/ร้านอาหาร ส่วนใหญ่มียอดขายผ่านออนไลน์มากกว่า 20% ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์ท ร้านสะดวกซื้อ ส่วนใหญ่มียอดขายผ่านออนไลน์น้อยกว่า 5%

 

โดยเฉลี่ยธุรกิจขนาดใหญ่ จะมีสัดส่วนยอดขายผ่านออนไลน์มากกว่า 10% ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก จะมีสัดส่วนยอดขายผ่านออนไลน์น้อยกว่า 5% อย่างไรก็ดีหลังการคลายล็อกดาวน์ พบว่า ยอดขายออนไลน์ในเดือนกันยายนเทียบกับเดือนสิงหาคม ลดลงเล็กน้อยไม่เกิน 10% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคนไปห้างหรือไปร้านค้าปลีกได้ การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็ลดลงด้วย

 

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ภาครัฐต้องเร่งผลักดันใน 4 เรื่องคือ 1. ฟื้นมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายผ่านโครงการ “ช้อปดีมีคืน” เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ กระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายในช่วงไฮซีซั่นให้กลับมาคึกคัก 2. มาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการในด้านค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุข นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายชุดตรวจ ATK เป็นต้น

ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี
ค้าปลีก ฟื้นตัว ‘ห้าง’ ทำ New High รอบ 1 ปี

3. ภาครัฐต้องสร้างความชัดเจนในการนำมาตรการ Covid Free Setting และ Universal Prevention โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติได้ง่ายและมีขั้นตอนที่ชัดเจน 4. แผนการบริหารจัดการวัคซีนให้รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนมากกว่า 70% ของประชากรทั้งหมดของประเทศ

 

“วัคซีน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การเปิดประเทศเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของปีนี้ การนำมาตรการช้อปดีมีคืน กลับมาใช้อย่างเร่งด่วน เพราะจะเป็นการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน”

 

หน้า 14-15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3,720 วันที่ 7 - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564

11
แอร์เอเชียปรับฝูงบินแก้สัญญารับเครื่องบิน A321neo ใหม่ทั้งหมดจากแอร์บัส 362 ลำ โดยจะจัดสรรให้กับสายการบินต่างๆ ในกลุ่มตามความต้องการภายในกรอบระยะเวลาจนถึงปี 2578 พร้อมรับการเติบโตของการบิน ด้วยจำนวนที่นั่งที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนลดลง

กลุ่มแอร์เอเชีย (“กลุ่ม”) พร้อมปรับฝูงบิน จากเครื่องบิน A320 ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เป็นเครื่องบิน A321neo ที่มีจำนวนที่นั่งมากกว่าและประหยัดพลังงาน โดยได้ลงนามข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมกับ Airbus SAS (“Airbus”) ซึ่งแอร์เอเชียจะดำเนินการเปลี่ยนคำสั่งซื้อเครื่องบิน A320 ที่เหลือ และที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการส่งมอบ เป็น A321neo ทั้งหมด


แอร์เอเชีย ปรับคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ 362 ลำ เน้นเพิ่มที่นั่ง-ลดต้นทุน
แอร์เอเชีย ปรับคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ 362 ลำ เน้นเพิ่มที่นั่ง-ลดต้นทุน

 

สัญญาดังกล่าวแสดงถึงความมุ่งมั่นของแอร์เอเชียในการซื้อเครื่องบินรุ่นที่ใหญ่ที่สุดในตระกูล A320 ที่ขายดีและได้รับความนิยมมากที่สุด โดยเครื่องบินโมเดลดังกล่าวสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 236 คนในชั้นโดยสารเดียว ทั้งนี้เครื่องบิน A321neo จะช่วยให้สายการบินได้ประโยชน์จากการขนส่งผู้โดยสารต่อเที่ยวบินได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่ลดลง ซึ่งเครื่องบินรุ่นดังกล่าวมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำที่สุดในบรรดาเครื่องบินประเภททางเดินเดียว อีกทั้งยังมีห้องโดยสารแบบ Space-Flex ของแอร์บัส ที่ทำให้การใช้พื้นที่ห้องโดยสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น มอบความสะดวกสบายและประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้โดยสาร 


ด้วยข้อตกลงดังกล่าว แอร์เอเชียได้แก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนคำสั่งซื้อเครื่องบินแบบ A320 ที่ยังไม่ได้ส่งมอบจำนวน 13 ลำที่เหลือให้เป็นเครื่องบินแบบ A321neo ซึ่งจะทำให้แอร์เอเชียมีคำสั่งซื้อเครื่องบิน A321neo รวมทั้งสิ้นเป็น 362 ลำ โดยจะจัดสรรให้กับสายการบินต่างๆ ในกลุ่มตามความต้องการภายในกรอบระยะเวลาจนถึงปี 2578 และเป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันระหว่างแอร์เอเชียและแอร์บัส ทั้งนี้แอร์เอเชียได้รับเครื่องบินแบบ A321neo ลำแรกในเดือนพฤศจิกายน 2562 ปัจจุบันแอร์เอเชียมีเครื่องบินแบบ A321neo ให้บริการทั้งหมด 4 ลำ โดยในปัจจุบันกลุ่มแอร์เอเชียมีเครื่องบินประจำการในฝูงบินทั้งหมด 211 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบิน A320 จำนวน 169 ลำ เครื่องบิน A320neo 38 ลำ และเครื่องบิน A321neo 4 ลำ

 

นายโบ ลินกัม ประธานบริหาร (ธุรกิจสายการบิน) กลุ่มแอร์เอเชีย กล่าวว่า เครือข่ายการให้บริการของสายการบินและกลยุทธ์การบริหารจัดการฝูงบินของแอร์เอเชียได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าในทุกๆ เส้นทางบินที่เราเปิดให้บริการจะได้รับความนิยมและให้ผลกำไรสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาให้บริการอีกครั้ง โมเดลธุรกิจของเรามีความแข็งแกร่งและพร้อมเสมอสำหรับความต้องการเดินทางของผู้โดยสารที่จะเพิ่มมากขึ้นหลังจากเปิดให้บริการ เรามั่นใจว่าสายการบินของเราจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและกลับมาแข็งแกร่งทันทีที่ข้อจำกัดการเดินทางได้รับการผ่อนปรน


แอร์เอเชีย ปรับคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ 362 ลำ เน้นเพิ่มที่นั่ง-ลดต้นทุน
แอร์เอเชีย ปรับคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ 362 ลำ เน้นเพิ่มที่นั่ง-ลดต้นทุน

 

“แอร์เอเชียและแอร์บัสได้ปรึกษาหารือและติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดมาตลอด และด้วยข้อตกลงใหม่นี้จะทำให้แอร์เอเชียแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจากปัจจัยว่าด้วยฐานต้นทุนที่ต่ำที่สุด เครื่องบิน A321neo จะปฏิวัติประสบการณ์การบินให้ผู้โดยสารในช่วงที่เราเร่งธุรกิจของเราเพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางทางอากาศที่จะกลับมาหลังภาวะโควิด-19 โดยเครื่องบินแบบ A321neo ถือเป็นโมเดลที่อยู่ในระดับสูงสุดของอากาศยานประเภทเดียวกัน และจะช่วยให้แอร์เอเชียสามารถตอบสนองความต้องการทั่วทั้งเครือข่ายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้มากกว่า 10% นอกจากนี้ A321neo ยังมีที่นั่งเพิ่มอีก 50 ที่นั่งและพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มเติม และจะช่วยให้เราสามารถลดต้นทุนต่อจำนวนที่นั่งที่มีอยู่ (ASK) ทั่วทั้งกลุ่มได้ ซึ่งจะส่งผลให้สายการบินสามารถบริหารจัดการค่าโดยสารที่ถูกยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสารของเรา” นายโบ ลินกัม กล่าว 

 

ขณะเดียวกัน การใช้เครื่องบินแบบ A321neo จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งการประหยัดเชื้อเพลิง จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้น้อยลงประมาณ 5,000 ตันต่อเครื่องบิน 1 ลำต่อปี อีกทั้งยังลดไนโตรเจนออกไซด์ลงได้เป็นเลขสองหลัก (NOx) รวมไปถึงลดอัตราการปล่อยมลพิษและลดเสียงรบกวนของเครื่องยนต์

 

นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มแอร์เอเชีย กล่าวว่า ด้วยการผ่อนคลายข้อจำกัดการเดินทางอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการให้บริการขนส่งสินค้าในตลาดหลักทั้งหมดของเรา เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าฝูงบินของเราสามารถบริหารจัดการต้นทุนและเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการดำเนินงานของสายการบินรวมถึงการขนส่งสินค้าของเทเลพอร์ต ในปัจจุบันเทเลพอร์ตมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับความต้องการขนส่งทางอากาศและบริการขนส่งสินค้า ซึ่งเราอยู่ระหว่างการขยายขีดความสามารถในการขนส่งสินค้ารูปแบบดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรับการขยายตัวในภูมิภาคทันทีที่ข้อจำกัดการเดินทางผ่อนคลายลงและเปิดพรมแดนระหว่างประเทศอีกครั้ง


แอร์เอเชีย ปรับคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ 362 ลำ เน้นเพิ่มที่นั่ง-ลดต้นทุน
แอร์เอเชีย ปรับคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ 362 ลำ เน้นเพิ่มที่นั่ง-ลดต้นทุน

 

“ในช่วงที่สายการบินหยุดให้บริการ เราได้ปรับเปลี่ยนและพัฒนาแอร์เอเชียจากหนึ่งในแบรนด์สายการบินชั้นนำของเอเชียให้เป็นแพลตฟอร์มการเดินทางดิจิทัลแบบครบวงจรสำหรับการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ซึ่งจะมีแหล่งรวมการให้บริการที่มากกว่าการเดินทางทางอากาศ ด้วยจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากของเราและความต้องการการเดินทางที่กำลังเพิ่มขึ้นจะช่วยส่งเสริมแอพ airasia Super App รวมถึงบริการทางการเงินฟินเทค และการชำระเงินดิจิทัล BigPay ให้เติบโตขึ้นไป” นายโทนี่ กล่าว 

 

สำหรับ Super App, เทเลพอร์ต และ BigPay มีส่วนสำคัญเท่าๆ กัน ในการทำให้ระบบนิเวศทางธุรกิจของเราสมบูรณ์และครบวงจร ซึ่งแต่ละหน่วยทำงานสอดประสานกันโดยมีจุดร่วมกันคือเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ซและพื้นที่การจัดจำหน่าย BigPay ประสบความสำเร็จในการจัดหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายมาให้บริการ ทั้งอัตราค่าเงินอิเล็กทรอนิกส์และการโอนเงินระหว่างประเทศ ไปจนถึงการประกันภัยขนาดเล็กและการจัดทำงบประมาณ  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินของลูกค้า โดยเราจะเดินหน้าสร้างสรรค์และปรับตัวต่อไป เพราะได้เริ่มเห็นผลที่ดีขึ้นทั้งในแง่ของฐานลูกค้าและรายได้ เราพร้อมที่จะกลับมาแข็งแกร่งและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในโลกหลังโควิด

 

นายคริสเตียน เชอร์เรอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของแอร์บัส กล่าวว่า แอร์บัสยินดีที่ได้บรรลุข้อตกลงดังกล่าวกับแอร์เอเชีย ซึ่งเป็นพันธมิตรกันมายาวนาน เครื่องบิน A321neo ถือเป็นเครื่องบินทางเดินเดี่ยวที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็นว่าแอร์บัสได้ทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างไรในการร่วมกันหาทางปรับตัวรับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ ซึ่งแอร์บัสเห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวของการจราจรทั่วโลกเมื่อข้อจำกัดการเดินทางที่ผ่อนคลาย และแอร์เอเชียจะได้ประโยชน์จากฝูงบินแอร์บัส และตราสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อรับการฟื้นตัวเช่นเดียวกัน 

12
ก.ล.ต. ดำเนินคดีมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 รายในนสพ.มิติหุ้น กรณีเผยแพร่ข้อความที่อาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดเกี่ยวกับ JCKH และ RPC ในลักษณะที่มีผลกระทบต่อราคาหรือการตัดสินใจลงทุน พร้อมให้ชำระเงินรวมจำนวน 3,755,033 บาท

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่าก.ล.ต.ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และตรวจสอบเพิ่มเติม พบการกระทำความผิดของบุคคล 3 ราย ได้แก่ (1) บริษัท เดอะ มิลเลี่ยน ลิงค์ จำกัด เจ้าของเว็บไซต์และหนังสือพิมพ์มิติหุ้นที่มี (2) นายรณกฤต สารินวงศ์ และ (3) นางสาวพัชรนันท์ สิงหรา เป็นบรรณาธิการบริหารร่วมกันโดยบุคคลทั้ง 3 รายดังกล่าว ได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อความผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของหนังสือพิมพ์มิติหุ้นเกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) (JCKH) และบริษัทอาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) (RPC) ที่อาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริษัทในลักษณะที่น่าจะทำให้มีผลกระทบต่อราคาหุ้นหรือต่อการตัดสินใจลงทุนในหุ้น JCKH และ RPC รวมทั้ง นายรณกฤต ยังได้เผยแพร่ข้อความในลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับ RPC ในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อว่า “Deknaew Zecret” อีกด้วย

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 - 14 กุมภาพันธ์ 2562 บุคคลทั้ง 3 ราย ได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับ JCKH บนเว็บไซต์ mitihoon.com และหนังสือพิมพ์มิติหุ้นออนไลน์ มีเนื้อหาว่ามีบุคคลเข้าไปเจรจาขอซื้อกิจการทั้งหมดของ JCKH โดยอยู่ในขั้นตอนการดูรายละเอียดต่าง ๆ หากกระบวนการเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้น จะส่งผลให้ JCKH มีศักยภาพในการขยายธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 มีเนื้อหาว่า JCKH จะถูกเข้าซื้อกิจการเพราะกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง JCKH ได้ปฏิเสธข้อความที่เผยแพร่ และจากการตรวจสอบพบว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว 


นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 บุคคลทั้ง 3 ราย ได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับ RPC ในLine Official ของหนังสือพิมพ์มิติหุ้นว่า ให้จับตา RPC พร้อมซิลลิ่ง ผู้ถือหุ้นซุ่มทำดีลขายหุ้นกว่า 30% ให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อินโด อีกทั้งในวันและเวลาเดียวกัน นายรณกฤตยังได้เผยแพร่ข้อความลักษณะเดียวกันในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อว่า “Deknaew Zecret” อีกช่องทางหนึ่งด้วย ซึ่ง RPC ได้ปฏิเสธข้อความที่เผยแพร่ และจากการตรวจสอบพบว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว

 

ทั้งนี้ บริษัท เดอะ มิลเลี่ยน ลิงค์ จำกัด ได้ให้บริการโดยเก็บค่าสมาชิกในกลุ่ม Line พิเศษของหนังสือพิมพ์มิติหุ้นด้วย โดยสมาชิกจะได้รับข้อมูลที่จะมีการเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์มิติหุ้นออนไลน์ล่วงหน้า ซึ่งจากการตรวจสอบพบผู้ลงทุนที่เป็นสมาชิกบางรายมีการซื้อขายหุ้น JCKH หรือ RPC โดยได้รับกำไร 

การกระทำของผู้กระทำความผิดทั้ง 3 ราย เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์พ.ศ. 2535มาตรา 240 ฐานเผยแพร่ข้อความที่อาจก่อให้เกิดความสำคัญผิด ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ 

 

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 3 ราย โดยให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่งและชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด ดังนี้ (1) บริษัท เดอะ มิลเลี่ยน ลิงค์ จำกัด จำนวน 1,085,011 บาท (2) นายรณกฤต จำนวน 1,585,011 บาท และ (3) นางสาวพัชรนันท์ จำนวน 1,085,011 บาท

 

หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมชำระเงินค่าปรับทางแพ่งและชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าที่ ค.ม.พ. กำหนดจนถึงอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ

13

โรงพยาบาลพระรามเก้า จับมือ ช้อปปี้ (Shopee) ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เดินหน้าสู่มิติใหม่บริการดิจิทัลเฮลท์แคร์ เปิดตัวออฟฟิเชียลสโตร์ Praram 9 Hospital บน Shopee Mall อย่างเป็นทางการ ตอบรับความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ เข้าถึงบริการสุขภาพที่ง่ายกว่าเดิมแค่ปลายนิ้ว ให้บริการด้วยหมวดหมู่ โปรแกรมสุขภาพรอบด้าน ครอบคลุมทุกช่วงวัย พร้อมจัดแคมเปญฉลองครบ 29 ปี ต้อนรับ Shopee 10.10 Brands Festival ลดราคาโปรแกรมสุขภาพยอดฮิต พร้อมแจกโค้ดส่วนลด ที่เดียวที่ร้าน Praram 9 Hospital บนช้อปปี้

นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ในปัจจุบันรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้ใช้บริการมีความต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น เพราะสะดวกสบาย ลดการเดินทาง ลดการรอคอย โรงพยาบาลจึงมุ่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงานในหลายๆ ด้านเพื่อตอบโจทย์ผู้รับบริการ โดยการเพิ่มช่องทางซื้อออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งที่โรงพยาบาลเล็งเห็นว่าจะช่วยให้ผู้รับบริการเข้าถึงโปรแกรมสุขภาพได้สะดวกรวดเร็ว โดยจับมือกับร่วมกับพันธมิตรแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวันอย่าง ช้อปปี้ (Shopee)



“โรงพยาบาลพระรามเก้าได้ร่วมกับช้อปปี้ เปิดร้านค้าอย่างเป็นทางการ หรือ ออฟฟิเชียลสโตร์ (Official Store) ‘Praram 9 Hospital’ บน Shopee Mall เพื่อสร้างการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ง่ายขึ้น สะดวกสบาย และมีความคล่องตัวกว่า เติมเต็มความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคได้ดี อีกทั้งการร่วมกับช้อปปี้จะช่วยให้ผู้ซื้อได้รับผลประโยชน์จากประสบการณ์ใช้งานที่โดดเด่น อาทิ มหกรรม Shopee 10.10 Brands Festival ที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือแคมเปญที่ตอบไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้ดี ส่วนของโรงพยาบาลฯ คือโอกาสในการต่อยอดธุรกิจบริการด้านสุขภาพสู่ตลาดที่เปิดกว้างมากขึ้นบนอีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะตอบโจทย์การเพิ่มประสิทธิภาพ ต่อการดำเนินงานด้านดิจิทัลเฮลท์แคร์ในอนาคตต่อไป”

นอกเหนือจากบทบาทแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำคัญแล้ว Praram 9 Hospital บน Shopee Mall ยังถือเป็นอีกมิติใหม่ ที่ช่วยยกระดับรูปแบบบริการสุขภาพดิจิทัลได้อย่างครบวงจร ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพระดับมืออาชีพได้ง่ายและตลอดเวลา จากคำปรึกษาของผู้ชำนาญบนบริการพูดคุย รวมถึงโรงพยาบาลพระรามเก้า จะสามารถอัปเดทข่าวสาร ความเคลื่อนไหวของบริการสุขภาพ ที่ช่วยเสริมให้ผู้บริโภคใส่ใจในตัวเองมากขึ้น และช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาวในตัวผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นบริการจากศูนย์สุขภาพใหม่ๆ รวมถึงบริการที่ตอบต่อความต้องการในช่วงการแพร่ระบาด อย่าง บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นต้น



นางสาวสุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ได้มีโอกาสต้อนรับโรงพยาบาลพระรามเก้าเข้ามาเป็นพันธมิตรคนสำคัญบน Shopee Mall ในมหกรรม Shopee 10.10 Brands Festival นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับช้อปปี้ เพราะนอกจากจะช่วยยกระดับการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หันมาพึ่งพาแพลตฟอร์มช้อปปี้ในการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่กำลังเป็นที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ยังเป็นการเปิดฉากไตรมาสสุดท้ายของปีได้อย่างยิ่งใหญ่ สมกับฤดูกาลแห่งการช้อปปิ้งออนไลน์ที่นักช้อปทุกคนต่างตั้งตารอ

“ในฐานะอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มชั้นนำ ช้อปปี้ จะให้การสนับสนุนโรงพยาบาลพระรามเก้าอย่างเต็มกำลัง ตามเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนแบรนด์พันธมิตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนโลกอีคอมเมิร์ซ โดยอาศัยจุดแข็งทั้งด้านกลยุทธ์โมบายเฟิร์ส (Mobile-First) ผนวกกับฟีเจอร์ เครื่องมือการตลาดอันทรงประสิทธิภาพ และระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ด้านดิจิทัลเฮลท์แคร์ที่ดีที่สุด ให้ผู้รับบริการของโรงพยาบาลได้รับความสะดวกสบาย คุ้มค่า และยังสมานช่องว่างระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่ออีกด้วย”



โดย Official Store ของ Praram 9 Hospital มีหมวดหมู่สินค้าและบริการด้านสุขภาพที่เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ความใส่ใจดูแลสุขภาพของผู้บริโภคได้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมดูแลสุขภาพสำหรับคนรักงาน, โปรแกรมตรวจ-ดูแลสุขภาพสำหรับคุณผู้หญิง, โปรแกรมตรวจ-ดูแลสุขภาพสำหรับคุณผู้ชาย, โปรแกรมดูแลสุขภาพสำหรับคุณหนูๆ, โปรแกรมตรวจสุขภาพก่อนรับวัคซีน, โปรแกรมดูแลสุขภาพปอด, โปรแกรมดูแลสุขภาพตา, โปรแกรมดูแลสุขภาพหัวใจ, โปรแกรมดูแลสุขภาพฟัน, FIX&FIT โปรแกรมลดปวดเรื้อรัง รวมถึงแพ็คเกจพิเศษช่วงวันหัวใจโลก ตรวจ “หัวใจ” ตามใจชอบ ในราคาสุดพิเศษฉลองครบรอบ 29 ปี โรงพยาบาลพระรามเก้า ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 64 นี้

ต่อเนื่องแคมเปญสุดพิเศษบนช้อปปี้เท่านั้น กับแคมเปญ Shopee 10.10 Brands Festival “ปังไม่ไหว !! ช้อปโปรแกรมสุขภาพสุดฟิน” ทั้ง โปรแกรมตรวจภูมิคุ้มกันโควิด-19, โปรแกรมรักษาอาการปวดจากการ Work From Home, โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก Thin Prep, โปรแกรมตรวจสุขภาพยอดฮิต 17 และ 21 รายการสำหรับ ชาย / หญิง และโปรแกรมอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมแจกจัดหนัก !!! รับ Code ส่วนลด แบบปังๆ ได้ที่ช้อปปี้ แจกโค้ดส่วนลด 500 บาท เมื่อซื้อแพ็คเกจตรวจสุขภาพ #10.10 แจกโค้ดส่วนลด 500 บาท เมื่อซื้อแพ็คเกจครบ 10,000 บาท และแจกโค้ดส่วนลด 200 บาท เมื่อซื้อแพ็คเกจครบ 5,000 บาท เป็นของขวัญในราคาสุดพิเศษ แถมช้อปวันนี้ เก็บไว้เข้าใช้บริการได้ถึงปีหน้า! #29ปีมีครั้ง

14
ไทยพาณิชย์ ผนึก มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ เปิดตัว “ALPHA X อัลฟา เอกซ์” รุกตลาดไฟแนนเชียลเซอร์วิส ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในแบบเฉพาะตัว PREMIUM-LUXURY นำร่องจากฐานลูกค้า Affluent ของ SCB และ MGC-ASIA ก่อนจะขยายไปยังลูกค้าในกลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่เพิ่มขึ้นต่อไป

ธนาคารไทยพาณิชย์ และกลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย ประกาศบรรลุข้อตกลง และลงนามในสัญญาร่วมทุนจัดตั้ง ‘บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด’ (ALPHA X Co., Ld.) ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นในสัดส่วน 50% และ เอ็มจีซี-เอเชีย ถือหุ้น  ในสัดส่วน 50% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทโดยมีแผนจะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 300 ล้านบาท ภายใน 1 ปี  ทั้งนี้ ALPHA X ในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) ลีสซิ่ง (Leasing) และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ (Refinance) รองรับลูกค้ากลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่ ครอบคลุมรถยนต์, บิ๊กไบค์, เรือยอทช์ และริเวอร์โบ๊ท ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมในฝัน ผ่านพันธมิตรต่างๆ ที่นำเข้ายนตรกรรมชั้นนำระดับโลก ตั้งแต่ระดับพรีเมียม ไปจนถึงระดับ อัลตราลักชัวรี่ พร้อมเตรียมขยายบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษเหนือระดับให้แก่ลูกค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันแตกต่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นายวศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจเชิงรุกรูปแบบใหม่ ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ALPHA X เกิดขึ้นจากการหลอมรวมศักยภาพของธนาคารไทยพาณิชย์ ในด้านนวัตกรรมทางการเงินและบริการทางการเงินครบวงจร ตลอดจนประสบการณ์ในการดูแลลูกค้ากลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่ มาอย่างยาวนาน ทำให้เข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอย่างแท้จริง ประสานกับประสบการณ์ของ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ครบวงจรของเมืองไทย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดแนวทางในการให้บริการรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

พร้อมด้วยแนวคิดในการใช้ศักยภาพทางด้านดิจิทัล (Digital Capabilities) มารองรับการดำเนินธุรกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และระบบฐานข้อมูลแบบ Big Data เพื่อสร้างขีดความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และความรวดเร็วในการให้บริการ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเริ่มใช้ศักยภาพจากฐานลูกค้ากลุ่ม Affluent ของ SCB และ MGC-ASIA และจะขยายไปยังลูกค้าในกลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่เพิ่มขึ้นต่อไป”

 

ALPHA X มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจบริการสินเชื่อเช่าซื้อ ลีสซิ่ง และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ สำหรับยานยนต์กลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่ ครอบคลุมรถยนต์, บิ๊กไบค์, เรือยอทช์ และริเวอร์โบ๊ท ซึ่งเป็นตลาด Blue Ocean ที่มีจำนวนผู้เล่นน้อยราย ประกอบกับแนวทางการให้บริการที่มีลักษณะเฉพาะ โดย ALPHA X นับเป็นผู้ให้บริการด้านสินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์แห่งแรก ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่โดยเฉพาะ  โดยบริษัทฯ พร้อมนำความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า มาให้บริการจัดหา และแนะนำยานยนต์ให้ลูกค้าที่ต้องการได้จากทุกแบรนด์ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้า  โดยจะสามารถเริ่มให้บริการลูกค้าได้ภายในปี 2564

ไทยพาณิชย์ ผนึก มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ  ส่ง ALPHA X รุกตลาดไฟแนนเชียลเซอร์วิส
ไทยพาณิชย์ ผนึก มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ ส่ง ALPHA X รุกตลาดไฟแนนเชียลเซอร์วิส

บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด มีแผนจะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 300 ล้านบาท ภายใน 1 ปี โดยเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคาร ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 และ เอ็มจีซี-เอเชีย ถือหุ้น  ในสัดส่วนร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท

15
เติมคอยส์ COINS เติมเงิน Kitty Live, Mico เติมเพชร Kitty Live, Mico

"ได้เยอะกว่าเติมผ่านแอป"
พร้อมรับสมัครวีเจ มีเงินเดือน+ค่าของขวัญ 





111Topup เปิดบริการ เติมคอยส์ เติม COINS เติมเพชร เติมรูบี้ วิธีการเติมเงิน เติมคอยส์ MICO, KittyLive เติม COINS เติมเพชรง่ายนิดเดียว เพียงแค่โอนเงินผ่านเลชบัญชีธนาคารของเรา แจ้งโอน พร้อมบอกเลขไอดี รอรับคอยส์ไม่เกิน 30 วินาที การันตีได้คอยส์ชัวร์ แถมเยอะกว่าเติมผ่านในแอป ไม่โกง ไม่หลอก แน่นอน โดยมีการเติมเงินแบบ 2 ช่องทางหลักคือ

1. เติมคอยส์ MICO, KittyLive  เติมผ่านระบบธนาคาร ATM,ฝากเงินผ่านตู้, Mobile Banking ,ผ่านเว็บไซด์ธนาคาร


2. เติมคอยส์ MICO, KittyLive  เติมเงินผ่านบัตรเติมเงิน ทรูมันนี่ 


111Topup รีบแอดไลน์เพื่อรับโปรโมชั่น แถมคอยส์เพิ่มขึ้น
เติมคอยส์ MICO, KittyLive




Add Line : @111Topup


วิธีการเติมเงิน Kitty Live, Mico คอยส์ COINS เพชร


1.     แอดไลน์ @111Topup (มี @ ด้วยนะคะ) เติมคอยส์ MICO, KittyLive 


2.     โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ตามที่ระบุไว้ หรือ ถ้าเติมผ่านบัตรทรูมันนี่ ให้ส่งหลักฐานบัตรมาที่ไลน์แอด @111Topup


3.     แจ้งเลขไอดี แอฟ Kitty Live, Mico ในไลน์


4.     เมื่อทีมงานรับเรื่องแล้วไม่เกิน 30 วินาทีคุณจะได้รับคอยส์ (COINS) ใน แอฟ Kitty Live, Mico


5.     เติมคอยส์ MICO, KittyLive  เปิดบริการเติมเงินทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 02.00 น. (8โมงเช้า-ตี2 ทุกวัน)


 


 


รับสมัครวีเจ ไลฟ์ มีเงินเดือน + ค่าของขวัญ เงินเดือนขั้นต่ำ 6000 บาท 


 


สมัครวีเจ เข้า สังกัด 111 ทำงาน ขั้นต่ำ 20 วัน 30 ชั่วโมงต่อเดือน ทำงานที่บ้านไลฟ์ ออนไลน์ผ่านมือถือ 


มีการันตีเงินเดือน 6000-10000 บาท สำหรับวีเจใหม่ มีเทรนด์งานก่อนขึ้น ไลฟ์ดี ตั้งใจไลฟ์ สังกัดพร้อมซัพพอร์ต ในการหายูสให้แน่นอน รายได้หลักหมื่น - ถึงแสน บาทต่อเดือน


** วีเจที่เคยไลฟ์ BIGO VIBIE YAYA MCAT MLIVE มีการันตีพิเศษ คลิ๊กเลย


สนใจสมัครวีเจ คลิ๊กเลย  https://lin.ee/0apXPWf


 

16
การยาสูบฯ แจงบุหรี่ขาดตลาด เหตุเครื่องจักรเสีย สายพานชำรุด คาดใช้เวลาซ่อม 1 สัปดาห์ เตรียมกลับมาขายใหม่พร้อมปรับขึ้นราคา ด้านสรรพสามิตส่งทีมตรวจร้านค้าส่ง หลังพบกักตุนไม่ส่งบุหรี่ให้ร้านค้าปลีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยาสูบแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า การยาสูบฯ ได้หยุดส่งบุหรี่ให้กับร้านค้าส่งตั้งแต่ 1 ต.ค.64 ที่ผ่านมา เนื่องจากระบบสายพานของเครื่องจักรชำรุด ประกอบกับเปิดให้พนักงานลาพักร้อน ทำให้ไม่สามารถผลิตบุหรี่ออกมาจำหน่ายและต้องหยุดส่งชั่วคราว และคาดว่าหลังจากนี้จะใช้เวลาซ่อมแซมเครื่องจักรอีกประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะกลับมาผลิต และจำหน่ายบุหรี่ได้อีกครั้งช่วง 15-16 ต.ค.นี้ พร้อมกับปรับขึ้นราคาแนะนำขายปลีกใหม่ด้วย

 

“ที่ผ่านมาการยาสูบฯ ได้จัดส่งบุหรี่ให้กับร้านค้าส่งเป็นปกติจนถึง 30 ก.ย.นี้ ซึ่งบุหรี่ทั้งหมดยังเป็นของราคาเก่าอยู่ ดังนั้นควรจะขายปลีกในราคาเดิม แต่หากเครื่องจักรซ่อมเสร็จและกลับมาผลิตได้ ก็จะเป็นบุหรี่ลอตใหม่และเสียภาษีในอัตราใหม่ ซึ่งราคาจะสูงขึ้นแน่ แต่จะแพงขึ้นซองเท่าไรยังไม่ทราบ ต้องรอการพิจารณาการแข่งขันด้านการตลาดก่อน แต่ราคาต้องขึ้นแน่นอนตามภาษีบุหรี่ใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้น”


ขณะที่นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ลงพื้นที่สำรวจตลาดบุหรี่ และสอบถามผู้ค้าส่งที่รับซื้อบุหรี่มาจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าบุหรี่ เพื่อหาสาเหตุที่ไม่จัดส่งบุหรี่ให้ร้านค้าปลีก ส่งผลให้บุหรี่ขาดตลาดในช่วงนี้  ขณะเดียวกันจะประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมตรวจสอบกรณีการกักตุนสินค้าบุหรี่อีกทางหนึ่งด้วย

 

ส่วนบุหรี่ราคาใหม่ ตามโครงสร้างภาษีสรรพสามิตนั้น ขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตและผู้นำเข้ารายใด แจ้งมายังกรมสรรพสามิต เพื่อคำนวณต้นทุนและอัตราภาษีใหม่ โดยการยาสูบแห่งประเทศไทย ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการคำนวณและราคาขายปลีกใหม่  ส่วนบุหรี่นำเข้า ขณะนี้แจ้งการนำเข้ามาเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะส่งผลให้กรมสรรพสามิต พิจารณาต้นทุนเร็วๆนี้  เพื่อจะได้จำหน่ายในราคาขายปลีกใหม่ ตามโครงสร้างภาษีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. นี้เป็นต้นไป

สำหรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ได้ประกาศปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมากำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้า ให้เสียภาษีทั้งปริมาณและมูลค่า โดยให้บุหรี่ที่มีรายขายปลีกแนะนำไม่เกินซองละ 72 บาท จะเสียภาษีมูลค่าในอัตรา 25% และปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน ส่วนบุหรี่ราคาแนะนำซองละเกินกว่า 72 บาทขึ้นไป จะเสียภาษีมูลค่าในอัตรา 42% และตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน ซึ่งมีผลทำให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายได้แจ้งราคามายังสรรพสามิต  ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าราคาขายปลีกจะปรับขึ้นเท่านั้น ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์ อาจปรับขึ้นไม่เท่ากันตามกลยุทธ์การแข่งขันในตลาดบุหรี่

17
ราคา 6,000 บาท/เดือน รวมค่าส่วนกลางแล้ว
สนใจนัดชม ติดต่อ อิ๊ฟ : 099.394.4419 , 065.715.6508 
Line ID : aib_sujitra

ให้เช่าทาวน์เฮ้าส์ ปลวกแดง ระยอง ใกล้นิคมอุตสาหกรรมเหมราช


222/112 หมู่บ้าน SC-village ซอย 12 หมู่ 7 ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง 21140

พื้นที่ใช้สอย 96 ตารางเมตร
***อัพเดตใหม่ บ้านว่าง เดือน พฤศจิกายน 2564*** 

-ทาวเฮ้าส์ให้เช่า หลังมุม หมู่บ้าน SC-village
-ที่ตั้ง ปลวกแดง-แม่น้ำคู้ ใกล้นิคมอุตสาหกรรมเหมราช, อิสเทิร์นซีบอร์ด
สยามอิสเทิร์น, รร.อรวินวิทยา, CK PLAZA ,รร.บ้านปลวกแดง ,อ่างเก็บน้ำดอกกราย
-ทาวน์เฮ้าส์ 1 ชั้น พื้นที่ 30 ตร.ว. หลังมุม / 2 ห้องนอน / 1 ห้องน้ำ
จอดรถ 1 คัน สนามหญ้าหน้าบ้าน
ติดเหล็กดัดทั้งหลัง ม่านกันยูวี ต่อเติมโรงจอดรถ ต่อเติมหลังคาครัว
มีปั๊มน้ำและถังสำรองน้ำ
-เฟอร์นิเจอร์ ชุดห้องนอน 1 ชุด ,โซฟา,ชั้นวางทีวี
-เครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์ 2 ตัว, เครื่องทำน้ำอุ่น

ราคา 6,000 บาท/เดือน รวมค่าส่วนกลางแล้ว
สนใจนัดชม ติดต่อ อิ๊ฟ : 0993944419 , 0657156508 
Line ID : aib_sujitra

https://www.prakard.com/viewtopic.php?f=1003&t=7870975



























18
แจกแบบ้าน.comแจกแบบบ้านน็อคดาวน์ราคาถูก สามารถนำไปใช้ได้ทันที
เป็นแบบบ้านที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที แบบบ้านสวยๆ ตามงบประมาณurl=https://bit.ly/3h6uH5bC][/url]แบบบ้านน็อคดาวน์

19
บ้านเดี่ยวปากพูน-นครศรีธรรมราช โครงการบ้านเดี่ยวนครศรีธรรมราช-ปากพูน    บ้านเดี่ยวถนนมณีวัตร-กาญจนาภิเษก The Bestปากพูน กู้ได้สูง ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้าน

บ้านเดี่ยวปากพูน-นครศรีธรรมราช   บ้านเดี่ยวถนนมณีวัตร-กาญจนาภิเษก ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้าน โครงการ The Bestปากพูน  อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช กู้ได้สูง ก็ได้เต็มตามเครดิตผู้กู้

  โครงการบ้านเดี่ยวนครศรีธรรมราช-ปากพูน บ้านเดี่ยวถนนมณีวัตร-กาญจนาภิเษก ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้าน โครงการ The Best ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช กู้ได้ สูงสุด ก็ได้เต็มตามเครดิตผู้กู้

  โครงการบ้านเดี่ยวนครศรีธรรมราช-ปากพูน  กู้ได้ยอด สูง ก็ได้เต็มตามเครดิตผู้กู้

บ้านเดี่ยวถนนมณีวัตร-กาญจนาภิเษก The Bestปากพูน กู้ได้สูง

  โครงการบ้านจัดสรรนครศรีธรรมราช-ปากพูน  บ้านเดี่ยว The best ปากพูน บ้านเดี่ยวถนนมณีวัตร-กาญจนาภิเษก ปากพูน ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท บ้านเดี่ยว The best ปากพูน นครศรีธรรมราช 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ํา จอดรถ 2 คัน เริ่ม 43 ตารางวา
จอง 10,000 บาท+ทําสัญญา 30,000 บาท พร้อมดูแลสินเชื่อธนาคาร กู้ไม่ผ่านคืนเงิน 100% ราคานี้ กู้ได้สูง ก็ได้เต็มตามเครดิตผู้กู้

โปรโมชั่น พิเศษ
ฟรี!!
ปั๊มน้ําอัตโนมัติ 1 ชุด
ถังน้ําดี 1 ชุด
จัดสวน(ปลูก หญ้า),
รับประกันระบบกําจัดปลวก 1 ปี ,
ป้ายบ้านเลข ที่+ตู้จดหมาย

สถานที่ใกล้เคียง
ค่ายวชิราวุธ
บิ๊กซี อ้อมค่ายสาขานครศรีฯ
สนามกีฬา จังหวัดนครศรีฯ
อินเด็กซ์ ลิฟวิ่ง
วิทยาลัยเทคนิคนคร ศรีฯ
รพ.นครินทร์
โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา
โกล.เฮ้าส์
ที่ว่าการอําเภอเมืองนครศรีธรรมราช

ที่ตั้งโครงการถนนมณีวัตร-กาญจนาภิเษก(สวนจันทร์) หมู่ที่ 5 ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000
สนใจ
อบถามเพิ่มเติม
Tel 081-7973351, 081-4441398

 
รายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.banforum.com/?p=15395

คำค้น
บ้านเดี่ยวถนนมณีวัตร-กาญจนาภิเษก ปากพูน, บ้านเดี่ยวปากพูน-นครศรีธรรมราช , บ้านเดี่ยวThe Bestปากพูน, ขายบ้านเดี่ยวปากพูนกู้ได้สูง, บ้านเดี่ยวปากพูนกู้ได้เต็มตามเครดิตผู้กู้

20


GUNKUL ซื้อหุ้น50%-เพิ่มทุนประเภทหุ้นบุริมสิทธิของ THCG เพื่อดำเนินธุรกิจการปลูกกัญชง-กัญชา เพื่อจำหน่าย รวมถึงการผลิต-จำหน่ายผลิตภัณฑ์  มูลค่าลงทุนไม่เกิน 250 ล้านบาท

บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)หรือ  GUNKUL แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่า จากเมื่อวันที่24 ก.ย. 2564  ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติเข้าลงทุนและมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการบริหารไปดำเนินการโดยให้ บริษัท จี.เค.เฮมพ์ กรุ๊ป จำกัด (GKHG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของGUNKUL เข้าซื้อหุ้น50% และเข้าเพิ่มทุนประเภทหุ้นบุริมสิทธิของบริษัท ทีเอชซีจี กรุ๊ป จำกัด (THCG) เพื่อดำเนินธุรกิจการปลูกกัญชง และกัญชา เพื่อการจำหน่าย รวมถึงการผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์   ที่ได้จากกัญชง และกัญชา (โครงการฯ) โดยมีมูลค่าการเข้าลงทุนครั้งนี้ไม่เกิน 250 ล้านบาท

ทั้งนี้THCG ประกอบธุรกิจ ลงทุนในสินทรัพย์และให้คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจการปลูกกัญชา กัญชง จำหน่ายกัญชา กัญชง รวมถึงการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ได้จากกัญชง และกัญชา และการเป็นคู่สัญญา กับทางภาครัฐและเอกชน โดยมีโครงการที่มีใบอนุญาตและดำเนินการอยู่ได้แก่ โครงการ แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์และโครงการหล่มเก่าจังหวัดเพชรบูรณ์



สำหรับประโยชน์จากการเข้าถือหุ้นของTHCG ครั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการลงทุนในกิจการที่เกี่ยวกับกัญชง กัญชา โดยเป็นการดำเนินธุรกิจการปลูก จำหน่ายกัญชง และกัญชา รวมถึงการ
ผลิต และจำหน่ายสินค้าที่ได้จากกัญชง และกัญชา เป็นการส่งเสริมการเติบโตของบริษัทฯ ทั้งในด้านสินทรัพย์และผลประกอบการ เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวถือเป็น New S Curve ที่บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจกัญชง - กัญชาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นอกจากนี้ บริษัทฯ เห็นว่า ธุรกิจดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านแผนการลงทุนในกิจการดูแลส่งเสริมด้านสุขภาพ อีกทั้งเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่สามารถต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำไม่ว่าผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยา รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เครื่องดืมสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้และผลตอบแทนจากการประกอบกิจการดังกล่าวนับตั้งแต่การเข้าลงทุน โดยคำนึงถึงผลตอบแทนการเข้าลงทุนตามเกณฑ์นโยบายของบริษัทฯ

หน้า: [1] 2 3 ... 16